ร้านอาหาร ไทยต้นตำรับเปิดใหม่น่าลิ้มลอง

ร้านอาหาร ไทยต้นตำรับเปิดใหม่น่าลิ้มลอง เพราะมนต์เสน่ห์ของอาหารไทยไม่เคยจางหายไป ด้วยรสชาติและรูปลักษณ์อันโดดเด่นที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมการกินของไทยได้เป็นอย่างดี จึงสามารถครองใจเหล่านักชิมทั้งชาวไทยและ

ชาวต่างชาติเสมอมา ไม่แพ้อาหารประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้เลย โดยเฉพาะตอนนี้มีร้านอาหารไทยเปิดใหม่ในหลายย่านมากขึ้น จึงขอรวบรวม 6 ร้านอาหารไทยต้นตำรับแสนอร่อยต่อไปนี้มาไว้ให้แฟน ๆ ได้ตามไปทานกัน

อรรถรส ร้านอาหารไทยโบราณต้นตำรับชาววังโดย คุณกัญจนิดา ตันติสุนทร ที่อยากแนะนำรสชาติของอาหารไทยให้คนรุ่นหลังได้ลิ้มรสและสัมผัสถึงรสต้นตำรับแท้ ๆ จึงเกิดเป็นร้านนี้ขึ้นมา
ภายในร้านตกแต่งโดยเลือกใช้ของใช้ต่าง ๆ ที่สื่อถึงความเป็นไทย เช่น ชะลอม เครื่องถ้วยสังกะสี ที่ดักจับปลา ตะกร้าสาน และหมอนอิงจากผ้าขาวม้า เป็นต้น ถูกออกแแบบโดยดีไซเนอร์ทีมเดียวกับร้าน Casa Lapin ที่ล้อมด้วยกระจกใส มองทะลุเห็นด้านในร้าน ส่วนด้านนอกรายล้อมไปด้วยต้นไม้ต่าง ๆ ที่ให้ความร่มรื่น

อาหารของทางร้านส่วนใหญ่จะเป็นสูตรชาววังของ อาจารย์ศรีสมร คงพันธุ์ ผู้สอนอาหารชาววังที่วิทยาลัยในวังหญิง ซึ่งเคยทำถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
มาก่อนหน้านี้ด้วย และหลังจากที่ คุณกัญจนิดา ตันติสุนทร เจ้าของร้านได้ไปเรียนที่นั่น จึงนำสูตรของท่านมาใช้ที่ร้านนี้ เมนูแรกที่อยากแนะนำ เมี่ยงคำบัวหลวง (185 บาท) เมนูสูตรโบราณแบบชาววัง โดยมีน้ำเมี่ยงคำที่ทำจากมะพร้าวคั่ว หอมแดง น้ำตาลปี๊บ และกะปิ เอาไปตำแล้วเคี่ยวจนเหนียว เสิร์ฟกับเครื่องเมี่ยงคำที่จัดวางมาเป็นคำ ๆ บนใบชะพลูและกลีบบัว เหมาะจะทานรองท้องเป็นอาหารว่างระหว่างวัน สำหรับขนมหวานเป็นขนมที่คนไทยทุกคนคุ้นเคย กล้วยบวชชี-กล้วยบวชเถร (95 บาท) สองเมนูใน 1 เซ็ต ได้แก่ กล้วยบวชชีในน้ำกะทิ ใส่น้ำตาลอ้อยช่วยให้รสหวานมัน และกล้วย
บวชเถรในน้ำกะทิ ใส่น้ำตาลโตนดสูตรแบบโบราณ เป็นสองเมนูที่หาทานยาก ก่อนจะปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มที่คิดขึ้นใหม่ ไม่เหมือนใคร ลองสั่ง น้ำชื่นใจ (85 บาท) ไซรัปอุทัยทิพย์ที่ทางร้านทำเอง เสิร์ฟแบบอิตาเลียนโซดา เป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบไทยมาดัดแปลงได้อย่างลงตัว หรือจะลองสั่งอีกหนึ่งเมนู น้ำสรรพรส (95 บาท) น้ำสมุนไพรที่มีส่วนผสมของกระชายและเสาวรส เสิร์ฟเย็น ๆ ใส่น้ำแข็ง
ให้ดื่มอย่างสดชื่น ดับกระหายได้ดี

At-Ta-Rote
ซอยสุขุมวิท 39 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา
เปิดทุกวัน เวลา 11.30 – 22.00 น.
โทร. 064-249-4244
www.facebook.com/attarote.eatery

ห้องอาหารไทยต้นตำรับและบาร์ระดับไฮเอนด์บนชั้น 39 ของโรงแรม The Continent Bangkok พร้อมเปิดประสบการณ์อาหารไทยต้นตำรับในยุคก่อนจนถึงปัจจุบันผ่านการตกแต่งและตัวเมนู เหมาะสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวและชอบทานอาหารท่ามกลางวิวของตึกต่าง ๆ ในใจกลางแยกอโศก

ทางร้านเน้นเสิร์ฟอาหารไทยที่ครีเอทเมนูสตรีทฟู้ดแบบเดิม ๆ นำมาปรับพัฒนารสชาติและพรีเซนเทชั่น ทุกจานจะครีเอทดูแลโดย เชฟสัจจา ทองศรีแก้ว ผู้เคยมีประสบการณ์กับห้องอาหารชั้นนำของหลายโรงแรม โดยจะเลือกใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และพิถีพิถันทุกการทำ สามารถสั่งข้าวสวยได้ฟรีตลอดเวลา สำหรับเมนูเรียกน้ำย่อยที่ทางร้านแนะนำ ได้แก่ ปีกไก่ทอดน้ำปลา (210 บาท) ปีกไก่
ไซส์ใหญ่ทอดกรอบ ก่อนจะเคลือบด้วยน้ำปลาชุ่มหนังชุ่มไปด้วยซอส ส่วนจานหลักที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน ลองสั่ง ผัดไทกุ้ง (390 บาท) เส้นจันทร์ผัดกับซอสผัดไทยรสเข้มข้น พร้อมใส่กุ้งสด
เต้าหู้ และไข่ไก่ ผัดจนซอสซึมเข้าเส้นอย่างเหนียวนุ่ม ก่อนจะเสิร์ฟกับกุ้งแม่น้ำและถั่วงอก ทานพร้อมกับหัวปลี ส่วนค็อกเทลของที่นี่ทั้ง 12 ตัว ถูกครีเอทโดย คุณเตอร์ มิกซ์โซโลจิสต์ที่มีประสบการณ์
การทำงาน 5 ดาว และห้องอาหารชั้นนำมากมาย ซึ่งทางร้านทำไซรัปเองทั้งหมด ทั้งจากพริก ใบเตย และมะกรูด แล้วครีเอทให้เป็นค็อกเทลสไตล์ไทย ๆ ที่ดื่มง่าย และมีเอกลักษณ์น่าจดจำ ทางร้านแนะนำ มัยลาภ (320 บาท) ไทยค็อกเทลที่ใช้วิสกี้ไทย, เหล้า Cointreau, น้ำมะนาว, น้ำลิ้นจี่ และไซรัปมะกรูดโฮมเมด พร้อมตกแต่งด้านบนด้วยผิวมะกรูดสไลด์อีกชั้น ทำให้มีกลิ่นหอมสดชื่น

Bangkok Heightz
413 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา
เปิดทุกวัน เวลา 18.00 – 01.00 น.
โทร. 02-686-7000
www.facebook.com/BangkokHeightz

ร้านอาหารไทยแห่งใหม่ บนชั้นสองของโครงการ Riverside Plaza ย่านธนบุรี เน้นเสิร์ฟอาหารไทยต้นตำรับที่ให้รสชาติแบบถึงเครื่อง ก่อตั้งโดยทีมโรงเรียนสอนทำอาหาร Bangkok Bold Cooking Studio ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้เรียนรู้และค้นพบแหล่งวัตถุดิบพื้นบ้านมากมาย ผ่านวัฒนธรรมการทำอาหารประจำท้องถิ่นนั้น ๆ แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยในแบบเฉพาะของ Bangkok Bold ภายในร้านถูกตกแต่งในแบบเรียบง่าย ด้วยการประดับกระจกลายดอกพิกุลสีเขียว กระด้ง หรือ
เครื่องจักสานภูมิปัญญาไทยที่เราคุ้นตาไว้บนผนัง เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็อิงคอนเซ็ปต์ความเป็นท้องถิ่น เหมือนยกครัวชนบทมารวมไว้ เพื่อเน้นสร้างบรรยากาศให้สื่อถึงความเป็นไทย มีพื้นที่ให้เลือกนั่งหลายโซน ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานข้าวอยู่ที่บ้าน ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารไทยที่ทานได้ทุกวัน

เมนูอาหารไทยของทางร้านมีการผสมผสานระหว่างสูตรไทยต้นตำรับกับเคล็ดลับเฉพาะของเหล่าบรรดาผู้ก่อตั้งโดยเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของที่นี่อยู่ที่รสชาติอาหารจัดจ้าน รวมถึงมีการนำเอาวัตถุดิบ สมุนไพรและผักพื้นบ้านที่ทางร้านปลูกเองมาใช้ในการประกอบอาหาร เมนูแนะนำของที่นี่ ได้แก่ ขนมจีนน้ำยาปู (250 บาท) ซิกเนเจอร์เมนูที่มีการโขลกเครื่องแกงเอง จนได้น้ำขนมจีนปูที่ให้รสชาติ
เข้มข้น ก่อนจะเบรคความจัดจ้านของเมนูอาหารด้วยเมนูทานง่ายแต่กลับได้รับความนิยมอย่าง หมูกระเทียม (150 บาท) ซึ่งแน่นอนว่าจุดเด่นอยู่ที่ความนุ่มของเนื้อหมู เพราะที่นี่ใช้ส่วนของเนื้อหมูสันคอ ซึ่งมีการหมักปรุงรสจนเข้าเนื้อ ก่อนจะนำไปทอด แล้วผัดคลุกเคล้าเข้ากับซอสเหนียว ๆ ผักชี และกระเทียมไทยเจียว ทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ เข้ากันอย่างมาก ถ้ามากันเป็นครอบครัว เพื่อนกลุ่มใหญ่ แนะนำให้ลองสั่ง ส้มตำถาด (250 บาท) เมนูอีสานรสแซ่บที่จัดมาแบบครบเครื่องเต็มถาด อีกหนึ่งเมนูห้ามพลาดคือ น้ำพริกไตปลากับหมูหวาน (150 บาท) เป็นน้ำพริกแกงไตปลาที่มีเฉพาะส่วนผสมของน้ำบูดู ส่วนเนื้อปลาที่ได้นั้นทำมาจากปลาดุกย่าง แกะเนื้อแล้วนำมาโขลกกับเครื่องสมุนไพรสด เสิร์ฟมาพร้อมกับหมูหวานและผักสดพื้นบ้าน ส่วนเมนูของหวานที่อยากให้ทานคือ เค้กมะพร้าวอ่อน (150 บาท) เป็นการผสมผสานระหว่างขนมไทยกับขนมเค้กสไตล์ตะวันตก โดยส่วนของเนื้อเค้กนั้นจะดัดแปลงมาจากเค้กชิฟฟ่อน ส่วนตรงกลางจะสอดไส้เนื้อมะพร้าวอ่อนที่ทำออกมาในลักษณะของตะโก้ลงไป ก่อนจะท็อปบนด้วยวิปครีมที่ทำจากกะทิ อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารและของหวานกันแล้ว อย่าลืมสั่ง อัญชันมะนาว (50 บาท) ที่ทางร้านใช้ดอกอัญชันสดมาต้ม ก่อนจะเพิ่มน้ำมะนาว เกลือ น้ำตาล จนได้น้ำอัญชันมะนาวรสเปรี้ยวหวาน จิบแล้วเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

Bangkok Bold Kitchen
ชั้น 2 Riverside Plaza ธนบุรี
เปิดทุกวัน เวลา 11.00 – 22.00 น.
โทร. 096-626-4519
www.bangkokbold.com
www.facebook.com/bangkokboldkitchen

ห้องอาหารไทยที่เปิดใหม่ภายในโรงแรม Bangkok Marriot Queen’s Park แห่งย่านสุขุมวิทความโดดเด่นของห้องอาหารนี้จะอยู่ที่รสชาติดั้งเดิมซึ่งได้รับการตกทอดสูตรมาจากคุณย่าคุณยาย การตกแต่งภายในร้านถูกสร้างสรรค์ด้วยฝีมือศิลปินแห่งชาติ ถวัลย์ ดัชนี ได้บรรยากาศไทย ๆ เน้นโทนสีเข้ม เฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายแพทเทิร์นแบบไทย ผนังสไตล์ยุ้งฉาง

สำหรับอาหารของที่นี่จะเป็นคอนเซ็ปต์ Authentic Taste อาหารไทยรสชาติต้นตำรับที่ใช้วัตถุดิบชั้นดีจากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผักจากโครงการหลวง ไข่เป็ดออร์แกนิกจากฟาร์มที่ได้รับมาตรฐาน หรือเครื่องปรุงและเครื่องแกงที่ทำเองทั้งหมด เพื่อให้ปราศจากสารปรุงแต่งและจะได้นำเสนอรสธรรมชาติของวัตถุดิบให้มากที่สุด โดยเน้นเมนูที่ตกทอดมาจากคุณย่าคุณยายของเชฟอ้น ซึ่งเป็นอาหารสำหรับครอบครัว เริ่มต้นด้วยเมนูทานเล่น เปาะเปี๊ยะกุ้งสด (158 บาท) ผักและสมุนไพรพื้นบ้านออร์แกนิกสอดไส้กุ้งเนื้อเด้งนำไปพันกับแป้งเนียนและบาง ทานกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยว เรียกน้ำย่อยได้ดี
ต่อด้วย ซี่โครงหมูย่างราดพริก (210 บาท) ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูทานเล่นที่น่าลอง ซี่โครงหมูนุ่ม ๆ หมักเครื่องเทศ ย่างซอสพริกรสจัดจ้าน ส่วนใครที่ชอบ ทานแกงเผ็ด ลองสั่ง กุ้งแม่น้ำเผาราดแกงปู
(490 บาท) กุ้งเผามันเยิ้มบนเตาถ่านร้อน ๆ ราดแกงปูรสเข้มข้นเล็กน้อย ทานคู่กับข้าวสวย เข้ากันได้ดี แกงเขียวหวานคอหมูย่าง (227 บาท) แกงเขียวหวานน้ำขลุกขลิก ใส่หมูย่างเนื้อนุ่ม
ผัดเครื่องแกงที่ทางเชฟเป็นผู้โขลกด้วยตัวเอง เพิ่มความนุ่มนวลและความมันจากกะทิสด สำหรับอาหารจานเดียว ลองสั่ง ข้าวผัดปลาสลิดไข่ดาว (185 บาท) ข้าวสวยเม็ดเล็กผัดพริกเผาจนกลิ่นหอม
มาพร้อมยำมะม่วงและปลาสลิดฟูทอดกรอบ เวลาทานให้คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผัดไทยกุ้งเส้นจันท์ (274 บาท) สูตรคุณทวดของเชฟอ้น เส้นจันท์เหนียวนุ่มผัดกุ้งสดและซอสมะขามผสมกุ้งแห้ง เพิ่มลูกเล่นด้วยมะม่วง บีบมะนาวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ ต่อด้วยของหวาน เมนูที่ใช้ส่วนผสมแบบไทย ๆ สองชนิดนำมาจับคู่ให้เข้ากัน กล้วยหอมทอดกับไอศกรีมชาไทย (210 บาท) กล้วยหอมชุบแป้งที่ผสมมะพร้าวและงา นำไปทอดจนกรอบ กับไอศกรีมชาไทยโฮมเมด โรยผงมะพร้าวแทนไอซิ่ง เป็นเมนูของหวานที่มีทั้งร้อนและเย็นเข้ากันได้ดี

Siam Tea Room
Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park ซอยสุขุมวิท 22 คลองเตย
เปิดทุกวัน เวลา 07.00 – 23.00 น.
โทร. 02-059-5999
www.facebook.com/bangkokmarriottmarquis

Supanniga Cruise เรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยา บริการใหม่ล่าสุดจากสุพรรณิการ์ เพื่อให้เหล่าคนรักอาหารไทยได้สัมผัสถึงรสชาติอาหารดั้งเดิมแบบไทยแท้ พร้อมดื่มด่ำและเพลิดเพลินไปกับวิวและสถานที่สำคัญ ๆ บนสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับโปรแกรมบนเรือ Supanniga Cruise มีให้เลือก 3 แบบ โดยทุกแบบจะขึ้นเรือที่บริเวณท่าเรือริเวอร์ซิตี้สี่พระยา เริ่มด้วย Evening Cocktail Cruise (1,250 บาท/ท่าน) ที่เปิดให้บริการ
ในช่วงวันจันทร์ – ศุกร์ ขึ้นเรือเวลา 16.45 น. ซึ่งจะใช้เวลาล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทุกคนจะได้ดื่มค็อกเทลที่ครีเอทโดย Vesper หนึ่งในบาร์ที่ดีที่สุดของเอเชียประจำปี 2016 หรือ ไวน์ เบียร์ และม็อกเทล 1 แก้ว เสิร์ฟพร้อมอาหารว่างจากสุพรรณิการ์ Evening Champagne Taittinger Cruise (1,550 บาท/ท่าน) ที่เปิดให้บริการในช่วงวันเสาร์ – อาทิตย์ ขึ้นเรือเวลา 16.45 น. ซึ่งจะใช้เวลาล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทุกคนจะได้รับ Taittinger แชมเปญรสเลิศระดับโลก 1 แก้ว เสิร์ฟพร้อมอาหารว่างจากสุพรรณิการ์ และ Dinner Champagne Taittinger Cruise
(3,250 บาท/ท่าน) ที่เปิดให้บริการทุกวัน ขึ้นเรือเวลา 18.15 น. ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที โดยจะเสิร์ฟ Welcome Drink เป็นแชมเปญ Taittinger พร้อมอาหารไทย 6 คอร์ส
เริ่มต้นด้วย เมี่ยงปลาทูกะปิเกาะช้าง ถัดมาที่เมนูทานเล่นอย่าง ม้าฮ่อ กระทงทอง และ ยำปลาสลิดฟู ตามด้วยซุปร้อน ๆ อย่าง ต้มยำกุ้งใหญ่ มาถึงจานหลักที่เสิร์ฟสำรับไทยโบราณทั้ง แกงเผ็ดเนื้อปู
ใบชะพลูน้ำพริกกะปิ ไข่ลูกเขย ผัดคะน้าปลาเค็มเกาะช้าง และ ปูจ๋า เสิร์ฟมาพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ ตบท้ายด้วยขนมหวานไทย ๆ อย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ก่อนปิดท้ายค่ำคืนแสนพิเศษนี้ด้วย ขนมไทยโบราณ โดยหวานละมุน ที่เสิร์ฟมาพร้อมชาออร์แกนิค

Supanniga Cruise
ท่าเรือริเวอร์ซิตี้สี่พระยา เขตสัมพันธวงศ์
เปิดทุกวัน เวลา 16.30 – 18.00 น. และ 18.00 – 20.30 น.
โทร. 097-238-8284
www.supannigacruise.com
www.facebook.com/supannigacruise

ร้านอาหารไทยในซอยสุขุมวิท 33 นำเสนออาหารไทยจากภาคตะวันออกในรูปแบบอาหารพื้นบ้านตำรับคุณแม่ เชฟทุกคนของร้านจะได้รับการถ่ายทอดสูตรและเคล็ดลับต่าง ๆ จากคุณแม่เพื่อให้ได้อาหารรสชาติพื้นบ้านแบบตราด ไม่มีการดัดแปลงให้รสชาติเปลี่ยนไปจากเดิมและไม่ใส่ผงชูรส วัตถุดิบหลักอย่างน้ำปลา พริกแกง กะปิ ปลาเค็ม และอาหารทะเลบางชนิดเป็นของจังหวัดตราดเพื่อให้อาหารมีรสชาติตราดแท้ ๆ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงของดีประจำจังหวัดตราดที่นำมาปรุงเป็นอาหารทุกจาน

เริ่มต้นมื้ออาหารตราดด้วย ปลาน้ำดอกไม้พล่า (220 บาท) เนื้อปลาสดนำไปสะดุ้งในน้ำส้มสายชู จัดใส่จานที่รองฐานด้วยผักหลายชนิด ทานคู่กับปลาและน้ำจิ้มถั่วตัดครบรสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ด

เข้ากันได้ดีกับปลาดอกไม้และผักสมุนไพร แกงหมูชะมวง (220 บาท) หนึ่งในเมนูแกงประจำภาคตะวันออกที่รสชาติจะแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด สำหรับแกงของที่นี่หอมกลิ่นชะมวง ได้รสเปรี้ยวนวลจากใบที่เคี่ยวกับหมูเนื้อแดงและหมูสามชั้นเป็นเวลานานร่วมวันจนเนื้อนุ่ม เข้าคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ นอกจากนี้ยังมี หมูสับปลาเค็มตราด (190 บาท) หมูสับผสมปลาเค็มจนเป็นเนื้อเดียว โรยหน้าด้วยหอมแดงซอย พริกสด และมะกรูด ก่อนทานบีบมะนาวให้ทั่วเพื่อสัมผัสรสชาติที่กลมกล่อม ใครทานเป็นอันต้องติดใจทุกราย ขึ้นชื่อว่าอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคไหนน้ำพริกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับอาหารภาคตะวันออกตำรับตราด ต้องลอง น้ำพริกระกำกุ้งหวาน (220 บาท) ผักกระบุงใหญ่ที่มาพร้อมน้ำพริกกะปิที่ใช้ระกำเพื่อให้ความเปรี้ยวแทนมะนาว จุดเด่นของน้ำพริกคือ
ความเปรี้ยวหวานและกลิ่นระกำที่เป็นเอกลักษณ์ ทานพร้อมกุ้งหวานตัวใหญ่ที่เคี่ยวจนความหวานซึมเข้าไปในตัวเนื้อ สามารถทานได้ทั้งเปลือก สำหรับใครที่อยากทานเป็นอาหารจานเดียว แนะนำ
ข้าวคลุกน้ำพริกเกลือ (220 บาท) ซึ่งน้ำพริกเกลือนั้นมีหน้าตาคล้ายน้ำจิ้มซีฟู้ด แต่จะใช้เกลือให้รสเค็มแทนน้ำปลา เมนูนี้เป็นการนำข้าวสวยผัดน้ำพริกเกลือให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยกุ้งแห้ง ทานกับ
หมูสามชั้น กุ้ง และไข่ต้มยางมะตูม ก่อนจะดับรสเผ็ดร้อนด้วย หาบขนมไทยรวมมิตร (350 บาท) ชุดขนมไทยเล็ก ๆ ที่เสิร์ฟในหาบ ประกอบด้วย ขนมต้ม บัวลอยแห้งคลุกงาขาวและงาดำ
ข้าวเหนียวเหลืองหน้ากุ้ง และขนมไข่เต่าราดน้ำกะทิ มาถึงเครื่องดื่ม ลองสั่งเมนูผลไม้อย่าง น้ำแก้วมังกรปั่น (110 บาท) หรือ น้ำเสาวรสปั่น (110 บาท) หรือจะเป็น น้ำมะพร้าว (110 บาท) ลูกใหญ่
เย็นชื่นใจ ดับร้อนได้ดี หรือมาต่อที่บาร์ในห้องนั่งเล่น สั่งซิกเนเจอร์ค็อกเทลของร้านอย่าง ตื่นพลอย (360 บาท) เหล้าจินผสมน้ำทับทิมและราสเบอร์รีพูเร่ ท็อปด้วยโฟมเอลเดอร์ฟลาวเวอร์นุ่ม ๆ
ก็น่าลองไม่น้อย

ศรีตราด
90 ซอยสุขุมวิท 33
เปิด วันพุธ – พฤหัสบดี เวลา 12.00 – 23.00 น. และ วันศุกร์ – จันทร์ เวลา 12.00 – 01.00 น.
โทร. 02-088-0968
www.facebook.com/sritrat