ยกเคส’จงฮยอน’ดูคนใกล้ชิด หวั่นแฟนคลับคิดตายตาม

จากกรณีการเสียชีวิตของ คิม จงฮยอน บอยแบนด์สมาชิกวงชายนี่ (SHINee) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ที่ผ่านมา สาเหตุการตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า จากการที่นักร้องดังจุดไฟถ่าน และขังตัวเองไว้ในห้องเป็นการฆ่าตัวตาย ถือเป็นการสูญเสียบุคคลมากความสามารถในวงการดนตรีเกาหลีใต้ และสร้างความเสียใจให้กับคนใกล้ชิดรวมถึงแฟนคลับเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ความกังวลเป็นห่วงแฟนคลับ หวั่นเกิดการฆ่าตัวตายเลียนแบบคนดัง (Copycat Suicide) โดยในเมืองไทย พฤติกรรมดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่ก่อน แต่สำหรับคนที่คิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว อาจจะทำให้เห็นช่องทางหรือวิธีการที่จะฆ่าตัวตายมากขึ้น ถ้าบุคคลที่ฆ่าตัวตายมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในสังคม จะมีผลให้คนมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายตามได้ ทั้งนี้ ต้องดูความเปราะบางด้านจิตใจ หรือผูกพันกับผู้ตายขนาดไหน ผูกพันมากก็ทำให้หวั่นไหวตามมาก แม้ในเมืองไทยกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบบุคคลมีชื่อเสียงจะยังมีไม่มากนัก ก็ไม่ควรชะล่าใจ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้น อย่างสื่อเอง ในการพาดหัวหรือการแจงรายละเอียดการฆ่าตัวตายก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะหากบรรยายมากเกินไปอาจเกิดผลกระทบได้ แต่ให้เน้นไปที่แนวทางการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายให้มากขึ้น

ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากลูกหลานมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงก็ต้องใส่ใจ ซักถาม และทำความเข้าใจ เช่น ร้องไห้บ่อย เก็บตัว ไม่พูด เหม่อลอย บางครั้งจะพูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย บ่นไม่อยากมีชีวิต ชีวิตไม่มีคุณค่า เป็นต้น อย่าคิดว่าเป็นการพูดเล่น เพราะนั่นเท่ากับปล่อยโอกาสการช่วยเหลือให้ลดน้อยลง รวมถึงต้องดูแลเด็กที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างใกล้ชิด เพราะโอกาสที่จะกลับไป ฆ่าตัวตายซ้ำมีมาก และโอกาสที่จะทำสำเร็จก็มีมากเช่นกัน

“สำหรับ แฟนคลับ ก็ขอให้ชื่นชมในความสามารถของบุคคลนั้น ขอให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ มองเป็นบทเรียน ไม่มีใครอยากฆ่าตัวตาย และคงไม่หวังที่จะให้คนอื่นฆ่าตัวตายตาม การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ ส่วนภาวะซึมเศร้าก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน หากเกิดภาวะซึมเศร้า คิดสั้น ทำใจไม่ได้ ให้พูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่ง การปรึกษาจิตแพทย์ไม่จำเป็นว่าต้องป่วย ทุกคนสามารถปรึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้”

ทั้งนี้ จากสถิติการฆ่าตัวตายทั่วโลก จำนวนกว่า 8 แสนคนต่อปี คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ในปี 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว ขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายล่าสุด ของคนไทย ปี 2559 อยู่ที่ 6.35 ต่อประชากรแสนคน ลดลงจากปี 2558 ที่มีอัตรา 6.47 ต่อประชากรแสนคน โดยช่วงอายุ 35-39 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด

ขอบคุณ สสส.